เรื่องของยาปฎิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ วิธีการรักษาโรคติดเชื้อของแพทย์ ยาฆ่าเชื้อสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ทุกชนิดจริงหรือ

วันนี้ผมขอไม่พูดเรื่องโรค 1วัน แต่จะมาคุยเรื่องเชื้อโรคและยาฆ่าเขื้อโรคที่เป็นแบคทีเรียครับ

เชื้อแบคทีเรีย แบ่งเป็นหลักกว้างๆ ได้ 2กลุ่มครับ

  • กลุ่มแบคทีเรียที่ย้อมติดสีน้ำเงิน
  • และกลุ่มแบคทีเรียที่ย้อมติดสีแดง

แสดงแบคทีเรียที่ย้อมติดสีน้ำเงิน

แสดงแบคทีเรียที่ย้อมติดสีแดง

ชื่อแบคทีเรีย
ตอนนี้อย่าเพิ่งงงกับชื่อแบคทีเรียแต่ละสายพันธุ์นะครับ (คิดเสียว่าเหมือนสุนัขครับ  มีพูเดิล  อัลเซเชียน หลังอาน  เชาเชา โกลเดนรีทรีฟเวอร์ และอื่นๆ) :)

กลุ่มติดสีน้ำเงิน ได้แก่

Streptococcus pneumoniae

กลุ่มติดสีแดง
 Escherichia coli

Heamophilus influenza

จริงแล้วแบคทีเรียมีหลากหลายมากกว่านี้นะครับ  แต่ว่าผมขอยกมาเท่านี้ก่อนครับ (เดี๋ยวเยอะแล้วงง)

ความจริงที่ว่าเชื้อแต่ละชนิด ติดเชื้อในอวัยวะที่แตกต่างกัน

ผมยกตัวอย่าง

  • ถ้าคุณเป็นโรคปอดอักเสบ ปอดบวม ปอดติดเชื้อ เชื้อโรคที่มักจะติดเป็นส่วนใหญ่คือ
    Streptococcus pneumoniae
    Heamophilus influenza

 

  • ถ้าคุณเป็นโรคกรวยไตอักเสบ  โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เชื้อโรคที่มักจะติดเป็นส่วนใหญ่คือ
    Escherichia coli
    Heamophilus influenza

 

  • ถ้าคุณเป็นฝีที่ผิวหนัง เชื้อโรคที่มักจะติดเป็นส่วนใหญ่คือ
    Staphylococcus aureus

 

  • ถ้าคุณเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ  เชื้อโรคที่มักจะติดได้แก่
    Streptococcus pneumoniae
    Escherichia coli
    Heamophilus influenza

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคก็จะวนซ้ำไปซ้ำมาเพียงไม่กี่สายพันธ์  การติดเชื้อแต่ละตำแหน่ง เชื้อก็จะไม่เหมือนกัน  ซึ่งเชื้อแต่ละชนิดก็จะใช้ยาที่ไม่เหมือนกันครับ และไม่มียาชนิดใดหรอกครับที่สามารถฆ่าเชื้อได้หมดทุกตัว

ผมยกตัวอย่างเช่น
Cloxacillin ใช้ฆ่าเชื้อ Staphylococcus aureus ได้ดี
Gentamicin ใช้ฆ่าเขื้อ Escherichia coli กับ Hemophilus influenza ได้ดี
Ceftriaxone ใช้ฆ่าเชื้อ Streptococcus pneumoniae Escherichia coli และ  Heamophilus influeza ได้ดี

การเลือกยาฆ่าเชื้อของแพทย์
ผมจะบอกว่า อันดับแรกในการรักษาโรคติดเชื้อทุกชนิด  แพทย์ต้องหาว่าคุณติดเชื้อที่ไหนก่อนครับ เช่น ติดเชื้อที่ปอด  ติดเชื้อที่ไต  ติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ ติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง โดยการซักประวัติและตรวจร่างกายก่อนครับ

ขึ้นกับอาการของคุณ แพทย์อาจทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาว่าคุณติดเชื้อชนิดใดครับ 

แพทย์อาจทำการตรวจเสมหะ แล้วย้อมสีดูว่ามีเชื้อโรคหรือไม่ ถ้าคุณมีอาการที่สงสัยปอดติดเชื้อ

แพทย์อาจทำการตรวจปัสสาวะแล้วย้อมสีดูว่ามีเชื้อโรคอยู่หรือไม่ ถ้าสงสัยการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ

แม้แต่ในน้ำไขสันหลัง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเจาะเอาน้ำไขสันหลัง ถ้าสงสัยการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองครับ เพื่อให้ได้ชนิดของเชื้อ

การย้อมเชื้อไม่ได้บอกชนิดของเชื้อได้แน่นอนหรอกครับ แต่จะบอกความเป็นไปได้ว่า “น่าจะ” เป็นเชื้อชนิดใด

ดังนั้นจึงต้องส่งเพาะเชื้ออีก เพื่อยืนยันให้ได้ว่า “ตกลงเป็นเชื้ออะไรกันแน่” แต่ว่าต้องใช้เวลา 3 วันอย่างน้อย

ในระหว่างส่งเพาะเชื้อ แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อ ให้ตรงกับความเป็นไปได้มากที่สุด (สรุปก็คือเดาเชื้อจากหลักฐานเท่าที่มี)

-ถ้าคุณเป็นฝีที่ผิวหนัง แพทย์ก็จะมีแนวโน้มที่จะเลือกยาฆ่าเชื้อเป็น Cloxacillin เนื่องจากฆ่าเชื้อ Staphylococcus ได้ดี

-ถ้าคุณติดเชื้อที่ปอด แพทย์ก็จะมีแนวโน้มที่จะเลือกยาฆ่าเชื้อเป็น Ceftriaxone เนื่องจากสามารถฆ่าเชื้อ Streptococcus pneumoniae และ  Heamophilus influeza ได้ดี

-ถ้าคุณติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ แพทย์ก็มีแนวโน้มที่จะเลือกยาฆ่าเชื้อเป็น   Gentamicin หรือ Ceftriaxone เพราะใช้ฆ่าเชื้อ Escherichia coli กับ Heamophilus influenza ได้ดี

-หรือถ้าคุณติดเชื้อเยื่อหุ้มสมอง แพทย์ก็จะมีแนวโน้มที่จะเลือกยาฆ่าเขื้อเป็น Ceftriaxone เนื่องจากสามารถฆ่าเชื้อได้ทั้ง Streptococcus pneumoniae , Escherichia coli และ Heamophilus influenza ได้

สมมุติว่าคุณเป็น AIDS แล้วมีปอดอักเสบ ก็จะมีแนวโน้มติดเชื้อ Pneumocystis jiroveci มากกว่า ยาฆ่าเชื้อที่เลือกก็คงเป็น Co-trimoxazole ซึ่งใช้ฆ่าเชื้อชนิดนี้ครับ
หรือถ้าคุณแพ้ยาตัวหนึ่งก็อาจจะเปลี่ยนไปใช้ยาอีกตัว  เช่น แพ้ยา Ceftriaxone ก็อาจเปลี่ยนไปใช้เป็น Gentamicin เพื่อฆ่าเชื้อ Escherichia coli

การเพาะเลี้ยงเชื้อ เป็นการจับเชื้อให้ได้คาหนังคาเขาครับ ว่าเชื้อที่ติด แท้จริงแล้วเป็นเชื้อชนิดใดกันแน่

เพราะว่าถ้าคุณเป็นปอดอักเสบ แม้ว่าส่วนใหญ่มักเกิดการติดเชื้อ  Streptococcus pneumoniae ,Escherichia coli และ  Heamophilus influenza ก็ตาม

…แล้วถ้าเกิดว่ามันไม่ใช่ล่ะ ?

ข่าวร้ายครับ ที่การเพาะเชื้อต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วันครับ ดังนั้นก่อนที่จะได้ผลเพาะเชื้อ ดังนั้นแพทย์ต้องให้ยาไปก่อน เพราะโรคติดเชื้อ ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ครับ

แพทย์ไม่ทราบหรอกครับว่าเชื้อที่ติดคือเชื้อชนิดใดในครั้งแรก นั่นคือข้อจำกัดครับ มีทางเดียวต้องรอผลเพาะเชื้อซึ่งต้องใช้เวลา 3 วัน แต่แพทย์จะใช้วิธีเดาเชื้อจากข้อมูลเท่าที่มี แล้วให้ยาไปก่อน  ถ้าไม่ใช่ค่อยเปลี่ยนทีหลัง

ถ้าเกิดเป็นเชื้อ Burkholderia pseudomallei  ซึ่งเป็นเชื้อที่พบได้ไม่บ่อย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยา Ceftazidime ซึ่งจะฆ่าเชื้อชนิดนี้ ก็ต้องเปลี่ยนยาหลังผลเพาะเชื้อออกจาก Ceftriazone เป็น Ceftazidime ครับ

การดื้อยาของเชื้อ

หรือถ้าเกิดเป็นเชื้อที่ดื้อยา เช่น Escherichia coli ที่ดิ้อยา Gentamicin และ Ceftriaxone ล่ะ?

ปัจจุบันมีเชื้อดื้อยามากนะครับ ถ้าสมมุติว่าเป็น Escherichia coli ที่ดื้อยา Gentamicin และ Ceftriaxon ก็จะมียาที่สามารถเลือกใช้คือ Meropenem ครับ 

ทำไมเราไม่ใช้ Meropenem รักษาไปเลยตั้งแต่ทีแรก

เชื้อโรคเป็นสิ่งมีชีวิตครับ  ยิ่งเราพัฒนาและใช้ยาฆ่าเชื้อไปมากเท่าไหร่  เชื้อโรคก็จะยิ่งปรับตัวและทนต่อยาฆ่าเชื้อมากขึ้นครับ  ดังนั้น Meropenem จึงเก็บใช้เป็นไม้ตายสุดท้ายครับ และจะใช้เท่าที่จำเป็น เพราะถ้าใช้พร่ำเพรื่อก็จะเกิดเชื้อดื้อยา Meropenem แล้วสุดท้ายเราจะไม่เหลือยาฆ่าเชื้อให้ใช้ครับ

เช่นเดียวกับยา Vancomicin(เอาไว้จัดการกับ Staphylococcus aureusที่ดื้อยา Fosfomicin และ Meropenem จะค่อนข้างสงวนไว้ใช้เท่าที่จำเป็นครับ ต้องให้แน่ใจว่าเป็นเชื้อที่ดื้อยาที่ใช้รักษาเบื้องต้นเสียก่อน เพราะถ้าเชื้อดื้อยาเหล่านี้ จะไม่เหลือยาที่จะฆ่าเชื้อแล้วครับ

สรุปนะครับ 

วิธีการรักษาโรคติดเชื้อมีหลักการดังนี้ครับ  หาอวัยวะที่มีการติดเชื้อ ปอด? ไต? ทางเดินอาหาร? เยื่อหุ้มสมอง?  คิดว่าน่าจะติดเชื้อชนิดใดแล้วพิจารณาจากอวัยวะนั้น โรคประจำตัว    ให้ยาให้ใกล้เคียงกับเชื้อมากที่สุด(พูดตรงๆครับ เดา) แล้วรอผลเพาะเชื้อใช้เวลา 3วัน   หลังผลเพาะเชื้ออกค่อยมาดูว่าเป็นเชื้ออะไร ดื้อยาชนิดใด  แล้วจึงให้ยาให้เหมาะสมกับเชื้อครับ

 

This entry was posted in การติดเชื้อ. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>