ถุงลมโป่งพอง : เมื่อปอดถูกทำลาย

วันนี้เรื่องยาว  ถุงลมโป่งพอง  (ชดเชยที่เมื่อวานนี้เป็นเรื่องสั้น)

โรคถุงลมโป่งพองเป็นโรคที่เรื้อรังครับ  และอาการจะค่อยๆเลวลงเรื่อยๆ   ในผู้ป่วยจะมีถุงลมที่ถูกทำลายจนไม่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกาซได้ดังรูป

ภาพทั้งสอง เป็นภาพที่ได้มาจากการตัดชิ้นเนื้อแล้วส่องกล้องจุลทัศน์  ภาพซ้าย เป็นภาพปอดปกติ ซึ่งเป็นถุงลมเล็กๆมากมาย  แต่ภาพขวา เป็นภาพของถุงลมโป่งพอง ซึ่งมีการทำลายของเนื้อปอดบางส่วน

เซลล์ที่อยู่ในปอดจะมีเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ  การสูบบุหรี่ ก็จะทำลายเซลล์เหล่านี้เช่นกัน  เชื้อโรคจะทำให้มีการอักเสบในถุงลมซ้ำแล้ว ซ้ำอีก และทำให้ถุงลมถูกทำลายมากขึ้น

เซลล์ชนิดหนึ่งในถุงลม จะมีหน้าที่สร้างสารชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ปอดมีความยืดหยุ่น  ขยายเมื่อสูดลมหายใจเข้า  แต่ถ้าไม่มีสารนี้ปอดเราก็เหมือนกับลูกโป่งที่ไม่เคยถูกเป่า ทำให้ต้องออกแรงเป่ามากกว่าปกติเพื่อให้ขยายตัวครับ 

สารแอลฟา-1-แอนตี้ทริปซิน เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ต่อต้านทริปซิน  ทริปซินมีหน้าที่ย่อยโปรตีนครับ รวมไปถึงย่อยโปรตีนในระบบทางเดินอาหาร  ร่างกายเราก็ใช้ทริปซินในการย่อยเชื้อโรคเช่นกัน  แต่ปัญหาก็คือ ก็จะย่อยเนื้อปอดเราด้วย  แต่ร่างกายเราก็มีกลไกก็คือการสร้างสารแอนตี้-1-ทริปซิน เป็นการป้องกันไม่ให้ทริปซินย่อยปอดของเรา  ดังนั้นในผู้ที่เป็นโรคที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเอนไซม์ แอลฟา-1-แอนตี้ทริปซินได้ ปอดก็จะถูกย่อยและถูกทำลายจนเป็นโรคถุงลมโป่งพองได้ครับ

มลภาวะก็ทำให้เกิดถุงลมโป่งพองได้โดยอาศัยกลไกเดียวกับการสูบบุหรี่ครับ  ทำลายเซลล์บุผิวผนังหลอดลม

อายุ ยิ่งอายุมาก เนื้อปอดก็ถูกทำลายไปมาก และทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองครับ

ผู้ชาย เสี่ยงมากกว่าผู้หญิง  ไม่มีใครทราบครับว่าทำไม

โรคหอบหืด  ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคถุงลมโป่งพองในภายหลัง

อาการของโรคถุงลมโป่งพอง
อาการเหนื่อย เป็นอาการที่พบได้บ่อยในโรคนี้  อาการไอมีเสมหะ ก็เป็นไปได้ที่จะเป็นโรคถุงลมโป่งพอง 
ในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง มักจะเหนื่อยง่ายขณะออกกำลังกาย  และอาการจะค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ซึ่งคุณอาจจะสังเกตไม่ได้ในทันที 

มีลักษณะที่สำคัญในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองคือ การใช้ริมฝีปากช่วยในการหายใจ  ถามว่าเป็นอย่างไร ในผู้ที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองมักจะพยายามหายใจออกให้สุด 
เอาล่ะครับ สมัยผมเป็นนักศึกษาแพทย์ อาจารย์เคยสอนว่า การหายใจของผู้ป่วยโรคนี้จะหายใจอย่างนี้ครับ   หายใจเข้า 100% แต่หายใจออกสัก 50% แล้วหายใจเข้าอีก 100% แต่หายใจออกอีก 50% เป็นอย่างนี้ครับ ดังนั้นในผู้ที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองจะทรมานมากคือหายใจออกไม่สุดนั่นเอง

และเป็นเหตุให้มีอากาศค้างอยู่ในปอดจนมีลักษณะรูปร่างคล้ายถังเบียร์ตามรูป

ในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง เมื่อมองจากด้านข้าง อกจะมีขนาดใหญ่คล้ายถังเบียร์

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์
ถ้าคุณเหนื่อยเวลาหายใจ  ให้คุณไปพบแพทย์ครับ  แต่อาการเหนื่อยอาจเป็นโรคอื่นก็ได้ครับ เช่น โรคหัวใจ  โรคปอดอื่นๆ เป็นต้น  หรือค่อยๆเหนื่อยมากขึ้นเวลาที่คุณออกกำลังกาย  หรือไอเรื้อรัง ก็ควรไปพบแพทย์ครับ

เพราะว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคถุงลมโป่งพอง  ดังนั้นคุณต้องหยุดสูบบุหรี่ทันที  อาจให้แพทย์ช่วยให้คุณหยุดสูบบุหรี่ หรือ หักดิบเอา  มีการศึกษาว่าการหักดิบเลย จะประสบความสำเร็จในการเลิกมากกว่าค่อยๆลดครับ

ถ้าคุณรู้ว่าคุณเป็นโรคถุงลมโป่งพอง แล้วมีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้นทันที  หรือพูดไม่เป็นประโยค ควรไปห้องฉุกเฉินครับ

ถ้าคุณมีอาการปลายมือ ปลายเท้าเขียว ดังรูป  ให้ไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉิน

อาการไอ ก็เป็นอาการของโรคปอดครับ เช่นปอดอักเสบ  หรือถ้าคุณรู้สึกมีเสมหะมากขึ้น  ถ้าคุณเป็นโรคถุงลมโป่งพอง ก็จะทำให้อาการของถุงลมโป่งพองแย่ลงครับ

การรักษาโรคถุงลมโป่งพอง
1. หยุดสูบบุหรี่ แพทย์ทุกคนจะแนะนำให้ผู้ป่วยห้ามสูบบุหรี่ รวมถึงคนที่ไม่เป็นโรคครับ ไม่มีข้อยกเว้น  นี่คือการรักษาที่สำคัญที่สุด
2. การใช้ยา แพทย์อาจพิจารณาสั่งยา  ได้แก่
     ยาขยายหลอดลม  มีอยู่ 2 รูปแบบครับ  ยารับประทาน และยาสูดครับ  ถ้าเป็นยารับประทานมักจะมีฤทธิ์ขยายหลอดลมอยู่ได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง ส่วนยาพ่นซึ่งจะออกฤทธิ์เร็วกว่า และใช้เป็นยาช่วยชีวิตในกรณีเมื่อมีอาการครับ
     ยาในกลุ่มสเตียรอยด์  เป็นการลดการอักเสบในปอดครับ
  ออกซิเจน ถ้าคุณหอบจนต้องเข้าโรงพยาบาล  แพทย์ก็จะให้คุณได้รับออกซิเจน โดยการผ่าน ท่อทางจมูก หน้ากาก หรือการใส่ท่อช่วยหายใจ ขึ้นกับความรุนแรงครับ  ถ้าจำเป็นบางครั้งอาจมีการให้ถังออกซิเจนสำหรับใช้ที่บ้านครับ

การติดตามการรักษา
โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคเรื้อรังครับ  การรักษาในขั้นต่อไปคือการป้องกันไม่ให้ปอดถูกทำลายมากขึ้น  โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราอายุมากขึ้น การทำงานของปอดจะค่อยๆลดลงอย่างช้าๆ  ดังนั้นการรักษาคือพยายามไม่ให้ปอดถูกทำลายมากขึ้นครับ 

คุณต้องงดสูบบุหรี่นะครับ  นี่คือสิ่งที่ผมย้ำมาตั้งแต่ต้นของบทความ การสูบบุหรี่เป็นการทำลายปอดที่เร็วที่สุดวิธีหนึ่งครับ

การรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ก็จะเป็นวิธีที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคลงครับ

การป้องกัน
การรักษาโรคถุงลมโป่งพองนั้นรักษายากครับ  ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกัน  งดสุบบุหรี่  ทุกทุกมวนที่คุณสูบ เป็นการทำลายปอดครับ

This entry was posted in ถุงลมโป่งพอง. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>