โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องนี้มีได้หลายสาเหตุนะครับ ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่เอดส์เท่านั้น แต่สาเหตุที่เรามักจะรู้จักกันดีคือการติดเชื้อไวรัส HIV AIDS นี้เป็นหัวข้อที่ใหญ่มากเรื่องหนึ่งดังนั้นผมขออนุญาตแบ่งออกเป็นหลายตอนนะครับ


เชื้อไวรัส HIV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันโรคของเราจะทำหน้าที่ในการต่อต้านสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค และมะเร็ง ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อ HIV ก็จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ (ประหลาด)ที่ไม่ติดในคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี CD4 (ผมจะขอเล่ารายละเอียดภายหลังนะครับ)น้อยกว่า 200
ซึ่งค่า CD4 เป็นค่าที่ใช้วัดปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งครับ
การติดเชื้อ HIV ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็น AIDS เสมอไปนะครับ ต้องใช้เวลาหลายปีในการที่คนๆหนึ่งรับเชื้อ HIV เข้าไปจะกลายเป็นโรค AIDS การติดเชื้อHIVและAIDSไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แม้ว่าวันใดวันหนึ่งที่ผู้ติดเชื้อไวรัสHIV ก็จะต้องเสียชีวิตลงเนื่องจากการติดเชื้อแทรกซ้อน แต่ก็มีวิธีที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตได้ยืนยาวที่สุดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ต่างกับคนทั่วไปครับ
การติดเชื้อไวรัส HIV ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้อย่างไร
เชื้อ HIV จะเข้าไปโจมตีที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายครับ ที่เรียกว่า CD4 เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง เซลล์ชนิดนี้เป็นตัวหลักในการฆ่าและทำลายเชื้อโรคต่างๆที่เข้าสู่ร่างกาย เมื่อระดับของเซลล์ CD4 ลดระดับลง ก็จะมีโอกาสติดเชื้อต่างๆง่ายกว่าปกติ
AIDS คืออะไร
AIDS เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV ครับ เมื่อระดับของ CD4 อยู่ในระดับที่ต่ำมากเสียจนไม่สามารถป้องกันหรือต่อต้านเชื้อโรค(ประหลาด)ได้ครับ และการติดเชื้อ(ประหลาด)นี้เองก็จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากเชื้อ(ประหลาด)ชนิดนั้น
คนที่ติดเชื้อ HIV จะไม่เสียชีวิตเพราะติดเชื้อ HIVครับ แต่จะเสียชีวิตเพราะติดเชื้อ(ประหลาด)ชนิดอื่นต่างหาก
การติดต่อของเชื้อ HIV
เชื้อ HIV ติดต่อทางสารคัดหลั่งครับ เช่น เลือด น้ำเหลือง น้ำอสุจิ น้ำนมมารดา ในระหว่างการคลอดบุตร โดยผ่านทางบาดแผลหรือเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง นอกจากนี้เชื้อไวรัสสามารถเข้าทางเยื่อบุช่องปาก เยื่อบุทวารหนักได้ด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนักก็ติดได้ครับ
ทั้งผู้ชายและผู้หญิงสามารถแพร่กระจายเชื้อ HIV ได้ครับ ซึ่งคนที่ติดเชื้อ HIV ในระยะแรกก็จะมีสุขภาพแข็งแรงดีและแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นต่อ หญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อ HIV ก็สามารถแพร่เชื้อไปสู่บุตรได้ระหว่างการคลอดและให้นมบุตร
วิธีการติดต่อที่พบบ่อย
- การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
- การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อและไม่ได้ทำการป้องกัน
แต่คุณจะไม่ติดเชื้อ HIVจาก
- การสัมผัส การโอบกอด ผู้ที่ติดเชื้อ
- การใช้ห้องน้ำหรือสระว่ายน้ำร่วมกัน
- การดื่มน้ำจากถ้วย หรือใช้โทรศัพท์ร่วมกัน
- แมลงกัด หรือยุงกัด
ใครที่มีโอกาสติดเชื้อ HIV
ทุกคนสามารถติดเชื้อได้ครับ แต่คุณจะมีความเสี่ยงสูงถ้า…
- มีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้มีการป้องกัน ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์กันทางปาก หรือทวารหนัก หรือทางช่องคลอดโดยที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย กับผู้ที่ติดเชื้อHIV
- การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการสักร่างกายที่ใช้เข็มร่วมกัน
- การรับเลือดจากผู้ที่ติดเชื้อ โอกาสพบน้อยมาก แม้ว่าจะมีวิธีการตรวจคัดกรองเลือดแล้วไม่พบเชื้อก็ตาม แต่โอกาสมีอยู่ 0.01% ที่เลือดจะมีเชื้อ HIV แต่ตรวจไม่พบ
- เด็กที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อ HIV ระหว่างการคลอดและการให้นมบุตร
- ถ้าคุณมีความเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่ง คุณก็ควรตรวจเลือดเพื่อค้นหาการติดเชื้อ HIV ครับ
- ผู้ที่ทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และสัมผัสเลือด เช่นแพทย์ที่ต้องผ่าตัด หรือพยาบาลที่ต้องเจาะเลือดก็สามารถติดเชื้อได้ดังนั้นต้องระวังอย่างสูงครับ (ซึ่งผมเองก็เสี่ยงด้วย)
การตรวจ HIV
มีวิธีการเดียวครับในการที่ทราบว่าคุณติดเชื้อ HIV นั่นคือการเจาะเลือดตรวจครับ แพทย์หรือพยาบาลจะทำการเจาะเลือดจากแขน หลังจากนั้นเลือดจะถูกส่งไปตรวจหาเชื้อ HIV ครับ มีวิธีการตรวจโดยปัสสาวะและน้ำลาย แต่ความแม่นยำมีไม่มากเท่าไหร่ครับ
ใครที่ควรตรวจเลือดบ้าง
แนะนำให้ผู้ทีมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และหญิงตั้งครรภ์ทุกรายครับ
อาการของการติดเชื้อ HIV
คูณอาจจะมีไข้ 1-2 เดือนภายหลังจากการติดเชื้อ แล้วหลังจากนั้นไข้ก็จะหายไปภายในระยะเวลาไม่นาน แล้วเชื้อ HIV ก็จะอยู่กับคนคนนั้นต่อเนื่องอีกหลายปี โดยที่ไม่มีอาการใดๆครับ
ในขณะที่โรคดำเนินไปเรื่อยๆบางคนอาจจะมีอาการของการติดเชื้อ(ประหลาด)หรือเชื้อฉวยโอกาสเช่น เชื้อราในปาก เป็นต้น
อาการของ AIDS
เมื่อการติดเชื้อ HIV เข้าสู่ระยะสุดท้ายก็จะเรียกว่า AIDS ครับ ซึ่งอาจมีอาการดังต่อไปนี้
ไข้ นานเป็นเดือนไม่หายเสียที
เหงื่อออกในระหว่างที่คุณนอนหลับ
รู้สึกเหนื่อยเพลียตลอด ที่ไม่ได้มาจกาความเครียดหรือนอนไม่พอ
รู้สึกป่วยตลอดเวลา
น้ำหนักลด
การติดเชื้อ(ประหลาด)ในผู้ป่วย AIDS
ผู้ที่ติดเชื้อ HIV เมื่อเข้าสู่ระยะ AIDS แล้วจะติดเชื้อต่างๆง่ายมาก และมักเป็นเชื้อที่ไม่ติดในคนทั่วไปครับ เช่น
- Kaposi’s sarcoma เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่ง แต่เกิดในคนไทยน้อยครับ
- การติดเชื้อรา Crytococcosis neoformansในสมอง เป็นเชื้อจากนกพิราบครับ แต่ติดในผู้ป่วยเอดส์ด้วย
- การติดเชื้อราในปอดจากเชื้อ บางชนิด Histoplasma capsulatum , Pneumocystis carinii (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Pneumocystis jiroveci)
- ผอมซูบลง น้ำหนักลด
- ถ่ายเหลวเรื้อรัง
สาเหตุที่ผมเรียกว่าเชื้อประหลาดเป็นเพราะว่าเชื้อเหล่านี้แทบไม่พบในคนปกติ(ที่ไม่ติดเชื้อ HIV เลย) ดังนั้นถ้าพบเชื้อเหล่านี้แพทย์มักฟันธงไปเลยครับว่าติดเชื้อ HIV ซึ่งรายละเอียดของเชื้อประหลาดเหล่านี้ ผมค่อยนำไปเขียนไว้ภายหลังครับ
การรักษา
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV เมื่อได้รับทราบว่ามีการติดเชื้อ ก็จะเป็นเสมือนหนึ่งต้องคำพิพากษาแล้วว่าจะต้องตาย แต่ว่า ณ วันนี้มีวิธีการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยติดเชื้อสามารถมีคุณภาพชีวิตที่อยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้นานมากขึ้นครับ
หลังจากที่ยืนยันการติดเชื้อโดยการเจาะเลือดแล้ว แพทย์จะทำการตรวจวัดระดับภูมิต้านทาน ตราบใดที่มีระดับภูมิต้านทาน CD4 มากกว่า 200 คุณสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติครับ และแพทย์จะนัดมาตรวจเป็นระยะ
จนเมื่อระดับของ CD4 น้อยกว่า 200 แพทย์จึงจะเริ่มให้ยาต้าน ทำไม? นั่นเป็นเพราะว่าถ้าให้ยาก่อน จะมีโอกาสที่เชื้อจะดื้อยาสูงมากนั่นแปลว่ายาจะใช้ไม่ได้ผลอีกเลยครับ
เมื่อ CD4 น้อยกว่า 200 แพทย์จะให้ยาหลายชนิดครับ ซึ่งที่ใช้กันจะใช้ยา 3 ตัวในกลุ่มที่แตกต่างกัน เรียกว่า HAART ครับ (ย่อมาจาก Highly Active Anti-Retroviral Therapy)
โชคไม่ดีครับที่ HAART นั้นรับประทานยากมาก ยาต้องรับประทานตามเวลาที่กำหนดเท่านั้น นับกันเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ทุกมื้อ ทุกวัน เช่นกำหนดให้รับประทาน 8 โมงเช้า และ 2 ทุ่มเป็นต้น ก็ต้องรับประทานเวลาเดียวกันตลอด ห้ามคลาดเคลื่อนไปแม้ ครึ่งชั่วโมงครับ มิฉะนั้นเชื้อก็จะดื้อยา และยาจะใช้ไม่ได้ผลอีก
จะทราบได้อย่างไรว่าการรักษา HIV นั้นได้ผล?
แพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อทำการตรวจหาปริมาณของเชื้อไวรัสครับ เป้าหมายการรักษาคือให้ปริมาณของเชื้อไวรัสน้อยจนไม่สามารถตรวจพบได้นานที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
การป้องกัน HIV
การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่นำไปสู่การติดเชื้อ HIV ครับ ไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะบอกว่า คนนี้ติดเชื้อ หรือคนนั้นติดเชื้อ (แม้แต่แพทย์ก็ดูไม่ออกครับ นอกเสียจากระยะท้ายจริงๆ)
- ให้ใช้ถุงยางเสมอไม่ว่าคุณจะมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าทางใด ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก
- ใช้สารหล่อลื่นที่ผลิตมาจากน้ำ อย่าใช้สารหล่อลื่นที่ทำมาจากน้ำมัน เพราะน้ำมันจะละลายถุงยาง
- อย่าใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
ถ้าติดเชื้อ HIV แล้วมีวิธีการอื่นใดหรือไม่ในการที่จะป้องกันไม่ให้เข้าสู่ระยะ AIDS
ขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลตนเองดีแค่ไหนครับ ให้นัดติดตามแพทย์อย่างสม่ำเสมอและให้ใส่ใจกับยาที่รับประทานด้วยครับ