Search โรคอะไรๆก็เจอ

(Search เฉพาะเวบไซด์สุขภาพและโรงพยาบาลที่มีแพทย์เป็นผู้ให้ข้อมูล )

Archive for January, 2008

ไวรัสตับอักเสบเอ : ไวรัสตับอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินอาหาร

ไวรัสตับอักเสบเอ เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ตับครับ  โดยปกติมักเป็นโรคที่หายเองได้เกือบทั้งหมด  และโรคไวรัสตับอักเสบเอนั้นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกตับในระยะยาวเหมือนไวรัสตับอักเสบบีและซีครับ

การติดต่อของไวรัสตับอักเสบเอ
โรคนี้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอครับ  ดังนั้นไวรัสจะอยู่ในอุจจาระของผู้ติดเชื้อ  และจะติดต่อกันโดยการดื่มน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อครับ

บางครั้งอาจมีการติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ทางการรับประทานอาหารที่ร้านครับ  ถ้าพ่อครัวหรือลูกจ้างในร้านอาหารล้างมือไม่สะอาด ก็สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้บริโภคได้

อีกปัจจัยเสี่ยงคือเมือคุณรับประทานอาหารดิบ หรือเดินทางระหว่างประเทศไปยังที่ที่มีการระบาดของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอก็จะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น  ดังนั้นคุณสามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้โดยการล้างมือครับ

อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ
ภายหลังการติดเชื้อ คุณจะไม่มีอาการเลยเป็นระยะเวลา 2-7วันครับ  และอาการนี้จะหายไปใช้เวลาประมาณ 2 เดือนครับ

อาการที่พบได้บ่อย

  • รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย
  • ปวดท้อง
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด
  • ปวดท้องด้านขวาบริเวณใต้ชายโครง(ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ)
  • ไข้
  • ปวดเมื่อยตามตัว

ในผู้สูงอายุบางครั้งจะมีอาการตาเหลือง  ร่วมกับปัสสาวะสีเข้มขึ้น หรืออุจจาระสีซีดครับ

อาการของไวรัสตับอักเสบทั้ง A B และ C จะเหมือนๆกันครับ  มีเพียงแค่การเจาะเลือดเท่านั้นที่สามารถบอกได้ว่าคุณเป็นไวรัสตับอักเสบชนิดใด

ให้ไปพบแพทย์ทันทีที่

  • มีอาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด A
  • มีคนในครอบครัวที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ A
  • คุณได้รับประทานอาหารในร้านที่เคยมีการแพร่ระบาดของติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ A
  • ลูกหลานได้ไปสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีการติดต่อของไวรัสตับอักเสบ A

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ A

แพทย์จะถามคำถามเกี่ยวกับอาการครับ ว่าคุณได้ไปรับประทานอาหารหรือเดินทางไปที่ใด  คุณอาจต้องเจาะเลือดในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีการติดเชื้อไวรัส  การเจาะเลือดตรวจนี้จะบอกว่าตับมีการอักเสบและถูกทำลายไปมากหรือน้อยเพียงใด หรือมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบหรือไม่ครับ

ให้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อไปสุ่คนรอบข้างด้วยครั้บ  บอกคนในครอบครัวครับว่าคุณติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ  การล้างมือด้วยสบู่ด้วยน้ำร้อนหลังจากเข้าห้องน้ำจะช่วยป้องกันการติดเชื้อครับ

ส่วนใหญ่โรคไวรัสตับอักเสบหายเองได้ครับ  สิ่งทึ่คุณควรปฎิบัติคือ การดื่มน้ำมากๆและล้างมือทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร  พักผ่อนให้เพียงพอครับ

โรคไวรัสตับอักเสบเอ ไม่เหมือนกับไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีนะครับ  ชนิดเอสามารถหายได้ด้วยตัวเอง แต่ชนิดบีและซี เชื้อจะยังอยู่กับเราไปตลอด

ถ้าคุณเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอครั้งหนึ่งแล้วคุณจะไม่เป็นอีก  ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อครับ ภายหลังจากที่ติดเชื้อมาแล้วครั้งหนึ่ง

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอ 
มีวัคซีนครับ  ซึ่งจะฉีดประมาณ 2 ครั้ง โดยปกติสามารถป้องกันได้เกือบ 100% ก่อน  และการล้างมือก็เป็นวิธีการป้องกันโรคอีกวิธีหนึ่งครับ

Comments

ริดสีดวงทวารหนัก : เมื่อคุณมีอาการปวดก้นและถ่ายเป็นเลือด

ริดสีดวงทวารคือหลอดเลือดดำที่อยู่รอบปากทวารหนักมีการโป่งพองออก  และทำให้เกิดอาการเลือดออกเวลาถ่าย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการปวดอีกด้วย  แต่โดยทั่วไปมักจะไม่ใช่ภาวะที่มีอันตรายร้ายแรงครับ

หลอดเลือดที่ปากทวารหนักบริเวณที่เกิดการโป่งจะทำให้เกิดริดสีดวงทวารครับ  การรักษาขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นริดสีดวงทวารมากเพียงใด

สาเหตุของริดสีดวงทวาร
สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความดันของหลอดเลือดดำรอบปากทวารหนักที่มากเกินไปครับ

โดยปกติ จะมีหลอดเลือดเลี้ยงที่บริเวณรอบปากทวารหนักอยู่ด้วยครับ  ถ้าคุณมีอาการท้องผูกก็จะทำให้เกิดความดันที่หลอดเลือดดังกล่าวสูงขึ้น

ในหญิงตั้งครรภ์ก็สามารถเกิดโรคริดสีดวงทวารได้ครับ โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนก่อนคลอด  นั่นเป็นเพราะว่าการตั้งครรภ์สามารถทำให้เกิดความดันบริเวณอุ้งเชิงกรานที่มากขึ้น

ถ้าคุณอ้วนน้ำหนักเกิน ก็ทำให้เกิดริดสีดวงทวารได้อีกด้วยครับ

อาการ
อาการหลักของโรคริดสีดวงทวารได้แก่

  • เลือดออกระหว่างการถ่ายอุจจาร เลือดที่ออกมักจะมีสีแดงสด และหยดตามหลังอุจจาระ หรือเลือดเคลือ
  • ผิวของอุจจาระครับ
  • คัน
  • ปวด โดยเฉพาะปวดรอบทวารหนัก

ริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ประเภทครับ ริดสีดวงภายนอก  และริดสีดวงภายใน

ภาพนี้แสดงทั้งริดสีดวงทวารทั้งชนิดภายนอก(External hemorrhoid)และภายใน(Internal hemorrhoid)ครับ

ริดสีดวงภายใน
ถ้าคุณมีริดสีดวงภายใน  คุณอาจเห็นเลือดเคลือบอยู่ที่ผิวอุจจาระเป็นสีแดงสด  หรือ เห็นเลือดติดกระดาษชำระ หลังจากที่ถ่ายอุจจาระเสร็จ

โดยปกติแล้วริดสีดวงภายในมักจะมีขนาดเล็กครับ  หลอดเลือดดำที่โป่งพองที่บริเวณรอบปากทวารหนัก  แต่ถ้ามีขนาดใหญ่ มักจะมีการโป่งออกมานอกทวาร และปวดได้ครับ 

ริดสีดวงภายนอก
ริดสีดวงภายนอกสามารถทำให้เกิดเลือดออกได้มากครับ และทำให้คลำได้ก้อนแข็งรอบปากทวารหนักและจะปวดมากครับ

การวินิจฉัยริดสีดวงทวาร

แพทย์จะทำการซักประวัติ เรื่องเกี่ยวกับการถ่ายอุจจาระและลักษณะของอุจจาระ และตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการตรวจทางทวารหนักโดยใช้นิ้วหรือเครื่องมือเพื่อเข้าไปดูบริเวณทวารหนักครับ

ถ้าคุณมีอายุน้อยกว่า 50 ปี ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีการตรวจเพิ่มเติม  แต่ถ้าคุณมีอายุมากกว่า 50ปี คุณอาจจำเป็นต้องได้รับการค้นหาสาเหตุอื่นๆครับ เช่นเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้หรือไม่ เพราะสามารถทำให้เกิดอาการเดียวกันได้  โดยการส่องกล้องเข้าไปดูภายในลำไส้ใหญ่ทั้งหมดครับ

การรักษา
โดยส่วนใหญ่มักไม่จำเป็นต้องผ่าตัดครับ การดูแลที่บ้านก็เป็นสิ่งที่จำเป็น รับประทานใยอาหารให้มากขึ้น ดื่มน้ำมากๆ  หรือการใช้ยาระบายที่ทำให้อุจจารนิ่มครับ

ถ้าคุณเป็นริดสีดวงที่มีอาการมากก็อาจจะจำเป็นต้องใช้เครื่องมือ แล้วใข้ยางรัดริดสีดวงทวาร หรือฉีดสารเคมีเข้าไปที่หลอดเลือด ก็เป็นการรักษาอีกวิธีหนึ่งครับ

ภาพแสดงการใช้เครื่องมือรัดริดสีดวงทวาร  (ภาพเล็ก) แล้วส่วนที่ถูกรัดจะตายและหลุดไปเอง

ถ้าการรักษาเบื้องต้นไม่ได้ผล  การรักษาในขั้นตอนต่อไปคือการผ่าตัดริดสีดวงครับ

พฤติกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพจะช่วยป้องกันโรคริดสีดวงทวารได้ครับ  รับประทานใยอาหาร ผัก และผลไม้ให้มากๆ รับประทานข้าวซ้อมมือที่มีใยอาหาร และดื่มน้ำมากๆร่วมกับการออกกำลังกายจะช่วยป้องกันโรคริดสีดวงทวารครับ

Comments

ไวรัสตับอักเสบชนิดซี : ไวรัสที่ทำให้คูณมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับ20%ใน20ปี

ขอภัยครับที่เมื่อวานนี้หายไป  เพราะอินเตอร์เนตโรงพยาบาลล่มครับ

ไวรัสตับอักเสบ C เป็นการติดเชื้อที่ตับครับ และตับจะได้รับความเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป

คุณจะได้รับไวรัสตับอักเสบจากการติดต่อทางเลือดครับ  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นเมื่อใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และคนส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองมีการติดเชื้อ

เมื่อเกิดการติดเชื้อแล้ว เชื้อนี้จะอยู่กับตัวคุณไปตลอดชีวิตครับ  แต่ว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบจะทำลายตับได้ช้ามากๆ ดังนั้นคุณอาจไม่มีอาการและมีสุขภาพที่ดีต่อไปได้อีกนานครับ

คุณอาจไม่ทราบว่าคุณมีการติดเชื้อมานานมาก  ด้วยเหตุเพราะว่าภายหลังจากการติดเชื้อมักจะไม่มีอาการ  การวินิจฉัยคือการเจาะเลือดครับ  ซึ่งคุณอาจพบโดยบังเอิญ อาจทราบตอนตรวจสุขภาพประจำปี หรือจะไปบริจาคเลือดครับ

คุณกับแพทย์ต้องคุยกันครับเรื่องแผนการรักษา มียาต้านไวรัสอยู่ แต่ไม่จำเป็นต้องรับประทานทุกคน  ยาอาจไม่ได้ผลเสมอไป และมีผลข้างเคียง  อีกทั้งยังราคาสูงอีกด้วยครับ

ถ้าคุณติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี  ให้หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้าและการใช้ยาที่มีผลกับตับครับ  ซึ่งจะช่วยลดอัตราการทำลายตับลง

โรคไวรัสตับอักเสบซี คืออะไร

โรคไวรัสตับอักเสบซี เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดตับอักเสบครับ มีอยู่ 3 ชนิด A B C สำหรับไวรัสตับอักสเบB ผมได้คุยไปแล้ว มาวันนี้ผมจะคุยเกี่ยวกับโรคไวรัสตับอักเสบชนิดซีครับ

โรคไวรัสตับอักเสบซีจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างครับ ขึ้นกับไวรัสทำลายตับไปมากเพียงใด เช่น ทำให้เกิดตับแข็ง  มะเร็งตับ และตับวายไม่ทำงานได้ครับ

คนส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบครับว่าตนเองติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เพราะไม่มีอาการ  จนกว่าจะตรวจพบว่ามีการสูญเสียการทำงานของตับไปบางส่วนแล้ว ซึ่งจะใช้เวลานานหลายปี อาจถึง 20+ปี ก่อนที่จะตรวจพบ  แต่ในบางคนพอติดเชื้อก็จะมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง และมีไข้ สักพักอาการก็ดีขึ้นก็เป็นไปได้ แต่ส่วนใหญ่เชื้อก็ยังคงอยู่กับเราอยู่ครับ

แม้ว่าโรคไวรัสตับอักเสบซีจะเป็นภาวะที่อันตราย แต่ส่วนใหญ่ถ้ามีวิธีการจัดการดุแลที่ดีพอ ก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานเช่นคนทั่วไปได้ครับ

ไวรัสตับอักเสบชนิดซีคืออะไร

ไวรัสตับอักเสบชนิดซีเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี  และแพร่กระจายโดยการติดต่อทางเลือดครับ

คุณสามารถติดเชื้อไวร้สตับอักเสบชนิดซีได้ ถ้า

 

  • ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือใช้ยาเสพติดที่เป็นยาฉีด แล้วใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • การรับเลือดก่อนปี พ.ศ.2535 ครับ เพราะก่อนปีพ.ศ.2535 นั้นยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองเรื่องไวรัสตับอักเสบซีครับ  แต่ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบซีแล้ว ซึ่งถ้าตรวจพบเลือดถุงใดที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ C อยู่จะถูกคัดกรองออกครับ
  • จากแม่สุ่ลูก ก็มีโอกาสครับ ที่ลูกจะติดเชื้อจากมารดาระหว่างการคลอด  แต่ยังสามารถให้นมบุตรได้อยู่ครับ  ( ไม่มีข้อห้ามเรื่องการให้นมบุตรนะครับ ยกเว้น การติดเชื้อ HIV )
  • ทางเพศสัมพันธ์ ยังไม่เป็นที่ยืนยันแน่นอนนะครับ  แต่ว่ามีโอกาสอยู่น้อยมากครับที่จะติดต่อทางเพศสัมพันธ์

แต่คุณจะไม่ติดต่อกันโดยการกอด การจูบ  การจามหรือไอรดกัน  การดื่มน้ำจากแก้วเดียวกัน การรับประทานอาหารร่วมกัน

อาการ
คนส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการครับในครั้งแรกที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด C แต่ถ้ามีอาการก็จะมีลักษณะดังนี้ครับ

  • เหนื่อยเพลีย
  • ปวดท้อง
  • คัน
  • ปวดเมื่อยตามตัว
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • ตาเหลืองตัวเหลือง

ขอย้ำนะครับว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด C มักจะไม่มีอาการ

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบซี
คนส่วนใหญ่พบโดยบังเอิญครับ  เมื่อถูกเจาะเลือดก่อนบริจาคเลือด หรือการตรวจร่างกายประจำปีพบว่ามีการทำลายของตับอยู่มากแล้วเจาะเลือดตรวจหาเชื้อไวรัสครับ

ถ้าแพทย์สงสัยว่าคุณจะมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด C แล้ว ก็จะทำการเจาะเลือดครับ  ถ้าพบ คุณอาจต้องนัดมาตรวจเป็นระยะตามแพทย์สั่งครับ เพื่อดูว่าการทำลายของตับมีมากขึ้นเร็วเพียงใด หรือมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับมากเพียงใด

การรักษา
ให้คุยกับแพทย์ครับ เกี่ยวกับยาต้านไวรัสตับอักเสบ  มียา interferon และ ribavirin ครับ แต่ว่ายาตัวนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับทุกคน ขึ้นกับว่าตับถูกทำลายไปมากหรือน้อยเพียงใด ปริมาณเชื้อไวรัสที่คุณมีและสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสตับอักเสบC ครับ (เหมือนสุนัขครับ มี ดัชชุน พุดเดิ้ล อัลเซเชี่ยน)

งดดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาดครับ สิ่งนี้สำคัญมากๆ คุณจะรู้สึกดึขึ้นถ้าคุณออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และสิ่งนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายเร็วขึ้นครับ

Comments

ไมเกรน : อาการปวดศีรษะเรื้อรัง

สาเหตุของอาการปวดศีรษะมีได้หลายสาเหตุมากครับ มีมากกว่า 150 สาเหตุที่มีโอกาสที่จะถูกวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นโรคที่อันตรายครับ

สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดศีรษะคือ
โรคปวดศีรษะเครียด อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากความเครียดนะครับ แต่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Tension Headache  ซึ่งมักจะปวดศีรษะในระหว่างวัน  อาการปวดศีรษะเครียดนี้พบได้บ่อยที่สุดในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่  เนื่องจากว่ากล้ามเนื้อที่ศีรษะมีการเกร็งตัวเกิดขึ้น  อาการปวดศีรษะเป็นได้ตั้งแต่ปวดน้อยจนถึงปวดปานกลางครับ

ไมเกรน โรคนี้เป็นโรคที่คุ้นหูกันดี  อาการปวดศีรษะไมเกรนเชื่อว่าเกิดจากหลอดเลือดขยายและหดรัดตัวครับ  อาการปวดศีรษะจากไมเกรนเป็นได้ตั้งแต่ปวดศีรษะเล็กน้อยจนถึงปวดมาก  ลักษณะที่บรรยายจะเป็นปวดตุ้บๆ  หนักศีรษะครับ และปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง อาจมีอาการเห็นแสงแวบ หรือได้กลิ่นที่ผิดปกติ(ขึ้นกับบุคคล) คลื่นไส้อาเจียน ครับ

ปวดศีรษะแบบเกาะกลุ่ม หรือ Cluster headache พบได้ไม่บ่อยครับ มักจะบรรยายว่ามีอาการปวดที่ตำแหน่งรอบกระบอกตา  อาการปวดจะรุนแรงมากจนไม่สามารถนั่งหรือนอนนิ่งอยู่ได้ครับ  โดยที่ไม่มีอาการผิดปกติอย่างอื่น  ที่เรียกว่า Cluster Headache นั่นเป็นเพราะว่าลักษณะการปวดมักเกิดเป็นครั้งๆติดๆกัน เช่น ปวดศีรษะเป็นพักๆ2-3 ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการก็หายไป แล้วก็ไม่ปวดอีกเลย  สรุปคือมักจะมาเป็นชุดๆครับแต่ละชุดก็จะปวดถี่เป็นพักๆที่บริเวณรอบกระบอกตาเกาะกลุ่มกันครับ แต่ว่าอาการปวดศีรษะแบบเกาะกลุ่ม ก็สามารถเกิดขึ้นได้อีกจนตลอดชีวิต วันดีคืนดีก็จะมาใหม่ได้อยู่นะครับ

ไซนัสอักเสบ  ไซนัสอักเสบมักจะมีอาการปวดศีรษะแบบปวดแน่นที่ตามส่วนต่างๆของใบหน้า เช่นหลังกระดูกแก้ม  บริเวณหน้าผาก หรือแน่นจมูก  โดยปกติแล้วมักจะมีอาการอื่นๆร่วมเช่น น้ำมูกไหล แน่นจมูก  อาจมีอาการปวดหูข้างใดข้างหนึ่งร่วมกับมีไข้ได้ครับ

มีอาการปวดศีรษะอยู่ 2 ประเภทครับ

  • ปวดศีรษะเฉียบพลันทันที  ปวดศีรษะประเภทนี้จะเกิดขึ้นทันทีในครั้งแรก และหลังจากนั้นอาการก็จะหายไป  ซึ่งถ้าไม่มีอาการทางระบบประสาทอย่างอื่น เช่นแขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง หรือซึมลงปลุกไม่ตื่น มองเห็นภาพซ้อน ลิ้นแข็งพูดไม่ชัด  อันนี้ควรให้แพทย์ประเมินครับ ถ้าไม่พบอาการอย่างอื่นทางระบบประสาท ก็จะมักจะมีสาเหตุที่เกิดมาจาก 3-4 ข้อข้างต้นครับ

ปวดศีรษะจากฮอร์โมน   ในเพศหญิงอาการปวดศีรษะมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายครับ เช่น ประจำเดือน  การตั้งครรภ์  ในวัยหมดประจำเดือน  การรับประทานยาคุมกำเนิด สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกัน

  • ปวดศีรษะเรื้อรัง  ถ้าอาการปวดศีรษะค่อยๆเป็นมากขึ้น หรือมีอาการทางระบบประสาทอย่างอื่น  ต้องระวังครับ ถ้าปวดศีรษะเรื้อรังแล้วปวดมากขึ้นเรื่อยๆอันนี้มักจะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติในกระโหลกศีรษะและสมองครับ ควรไปพบแพทย์ต่อไป

แต่อย่างไรก็ตามถ้าปวดศีรษะ แล้วคุณปวดเท่าๆเดิม  รับประทานยาแก้ปวดแล้วก็หาย หรือนอนหลับแล้วอาการปวดดีขึ้น  อันนี้สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจาก ปวดศีรษะเครียด ไมเกรน มากกว่าครับ

สาเหตุของอาการปวดศีรษะแบบต่างๆ
โดยปกติแล้วเนื้อสมองจะไม่มีการรับความรู้สึกเจ็บปวดหรอกครับ  อาการปวดศีรษะมักเกิดจาก สัญญาณในระบบประสาท หลอดเลือด เส้นประสาทรอบกระโหลกศีรษะ  ระหว่างปวดศีรษะหลอดเลือดและเส้นประสาทจะทำหน้าที่รับความรู้สึกปวดศีรษะครับ ไม่ใช่สมอง  แล้วจึงส่งสัญญาณไปยังสมอง   แต่ก็ไม่เป็นที่เข้าใจว่าอะไรทำให้เกิดสัญญาณเหล่านี้

ไมเกรนเข้าใจว่าจะมีต้นกำเนิดอยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง  ซึ่งจะเริ่มจากหลอดเลือดหดรัดตัว  หลังจากนั้นก็ขยายตัวและมีการปล่อยสารเคมีในสมองคือ โพสตาแกลนดิน เซโรโทนิน และทำให้เส้นประสาทถูกกระตุ้นความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นครับ

ถ้าอาการปวดศีรษะเกิดขึ้นทันทีมักเกิดจากการเจ็บป่วยบางอย่างครับ เช่น การติดเชื้อ  มีไข้  หรือไข้หวัด  ไซนัสอักเสบ หรือหูส่วนกลางอักเสบ จนไปถึงเยื่อหุ้มสมองอักเสบก็ได้ครับ

ในบางกรณี ถ้าคุณปวดศีรษะภายหลังจากที่ได้รับอุบัติเหตุกระแทกที่ศีรษะ  อันนี้ก็ควรไปห้องฉุกเฉินครับ เพราะอาจเป็นอาการของเลือดออกในสมอง

อาการปวดศีรษะเครียด หรืออาการปวดศีรษะเรื้อรังอื่นๆที่ไม่ได้ปวดมากขึ้น ปวดเท่าๆเดิมเหมือนเดิม อาจเกิดจากความเครียดจากการเรียน การทำงาน การใช้เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล การอดอาหาร การนอนที่ไม่เพียงพอ  การใช้ยา  หรือการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอหรือไหล่ที่เกิดจากการนั่งด้วยท่าที่ไม่ถูกต้องก็ได้ครับ

อาการปวดศีรษะบางอย่างสามารถเกิดจากสิ่งแวดล้อมก็ได้ครับ เช่นการสูดควันบุหรี่มือสอง  น้ำหอม  หรือสารก่อภูมิแพ้บางชนิด การรับประทานอาหารบางอย่าง  ความเครียด มลภาวะ  อากาศ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ในบางคน

ถ้าเด็กเป็นไมเกรนจะปวดศีรษะไปจนตลอดชีวิตหรือไม่
โดยทั่วไปแล้วถ้าเด็กเป็นไมเกรน  ถ้าเป็นเด็กผู้ชายอาการมักจะค่อยๆหายไปเมื่อโตขึ้นครับ   แต่ถ้าเป็นในเด็กผู้หญิง อาการอาจเป็นมากขึ้นเนื่องจากมีระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง และไมเกรนมักจะเกิดในหญิงมากกว่าในผู้ชาย

การวินิจฉัยอาการปวดศีรษะ
ถ้าทราบสาเหตุของอาการปวดศีรษะได้แน่นอน การรักษาก็จะเริ่มได้ทันทีเช่นกัน

ถ้าคุณมีอาการปวดศีรษะ อันดับแรกให้รับประทานยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอล  ดูก่อนได้ครับ  เพราะอาการปวดศีรษะมากกว่า 95% เกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรง  ถ้าไม่ดีขึ้นจึงค่อยไปพบแพทย์ครับ ซึ่งจะทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย  โดยปกติการตรวจร่างกายก็พอที่จะบอกได้ครับว่าอาการปวดศีรษะนั้นเกิดจากอะไร

คุณจะได้รับการเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT เมื่อแพทย์สงสัยว่ามีความผิดปกติทางโครงสร้างของเนื้อสมองเท่านั้น เช่น เนื้องอกในสมอง  หรือเลือดออกในสมอง

การรักษาอาการปวดศีรษะ
ขึ้นอยู่กับว่าอาการปวดศีรษะเกิดจากอะไรครับ  โดยทั่วไปถ้าปวดศีรษะจากไมเกรน  ปวดศีรษะเครียด  ปวดศีรษะแบบเกาะกลุ่ม ก็มักให้ยาแก้ปวด  ลดความเครียดและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะก็เพียงพอแล้วครับ

แต่ถ้าอาการปวดศีรษะจากสาเหตุอื่นก็คงต้องทำการรักษาไปตามสาเหตุครับ  ให้ไปตามนัดแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินอาการปวดศีรษะ และเพื่อประเมินว่ามีอาการผิดปกติอย่างอื่นครับ

Comments

AIDS : โรคเอดส์ระยะสุดท้ายของผู้ติดเชื้อ HIV

โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องนี้มีได้หลายสาเหตุนะครับ ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่เอดส์เท่านั้น  แต่สาเหตุที่เรามักจะรู้จักกันดีคือการติดเชื้อไวรัส HIV  AIDS นี้เป็นหัวข้อที่ใหญ่มากเรื่องหนึ่งดังนั้นผมขออนุญาตแบ่งออกเป็นหลายตอนนะครับ

เชื้อไวรัส HIV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ  โดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันโรคของเราจะทำหน้าที่ในการต่อต้านสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค  และมะเร็ง   ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อ HIV ก็จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ (ประหลาด)ที่ไม่ติดในคนทั่วไป   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี CD4 (ผมจะขอเล่ารายละเอียดภายหลังนะครับ)น้อยกว่า 200

ซึ่งค่า CD4 เป็นค่าที่ใช้วัดปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งครับ

การติดเชื้อ HIV ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็น AIDS เสมอไปนะครับ  ต้องใช้เวลาหลายปีในการที่คนๆหนึ่งรับเชื้อ HIV เข้าไปจะกลายเป็นโรค AIDS   การติดเชื้อHIVและAIDSไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  แม้ว่าวันใดวันหนึ่งที่ผู้ติดเชื้อไวรัสHIV ก็จะต้องเสียชีวิตลงเนื่องจากการติดเชื้อแทรกซ้อน แต่ก็มีวิธีที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตได้ยืนยาวที่สุดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ต่างกับคนทั่วไปครับ

การติดเชื้อไวรัส HIV ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้อย่างไร

เชื้อ HIV จะเข้าไปโจมตีที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายครับ ที่เรียกว่า CD4 เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง  เซลล์ชนิดนี้เป็นตัวหลักในการฆ่าและทำลายเชื้อโรคต่างๆที่เข้าสู่ร่างกาย   เมื่อระดับของเซลล์ CD4 ลดระดับลง ก็จะมีโอกาสติดเชื้อต่างๆง่ายกว่าปกติ

AIDS คืออะไร

AIDS เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ  HIV ครับ  เมื่อระดับของ CD4 อยู่ในระดับที่ต่ำมากเสียจนไม่สามารถป้องกันหรือต่อต้านเชื้อโรค(ประหลาด)ได้ครับ  และการติดเชื้อ(ประหลาด)นี้เองก็จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากเชื้อ(ประหลาด)ชนิดนั้น  

คนที่ติดเชื้อ HIV จะไม่เสียชีวิตเพราะติดเชื้อ HIVครับ  แต่จะเสียชีวิตเพราะติดเชื้อ(ประหลาด)ชนิดอื่นต่างหาก

การติดต่อของเชื้อ HIV

เชื้อ HIV ติดต่อทางสารคัดหลั่งครับ เช่น เลือด  น้ำเหลือง น้ำอสุจิ  น้ำนมมารดา ในระหว่างการคลอดบุตร  โดยผ่านทางบาดแผลหรือเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง   นอกจากนี้เชื้อไวรัสสามารถเข้าทางเยื่อบุช่องปาก  เยื่อบุทวารหนักได้ด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนักก็ติดได้ครับ

ทั้งผู้ชายและผู้หญิงสามารถแพร่กระจายเชื้อ HIV ได้ครับ  ซึ่งคนที่ติดเชื้อ HIV ในระยะแรกก็จะมีสุขภาพแข็งแรงดีและแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นต่อ  หญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อ HIV ก็สามารถแพร่เชื้อไปสู่บุตรได้ระหว่างการคลอดและให้นมบุตร

วิธีการติดต่อที่พบบ่อย

  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อและไม่ได้ทำการป้องกัน

แต่คุณจะไม่ติดเชื้อ HIVจาก

  • การสัมผัส การโอบกอด ผู้ที่ติดเชื้อ
  • การใช้ห้องน้ำหรือสระว่ายน้ำร่วมกัน
  • การดื่มน้ำจากถ้วย หรือใช้โทรศัพท์ร่วมกัน
  • แมลงกัด หรือยุงกัด

ใครที่มีโอกาสติดเชื้อ HIV
ทุกคนสามารถติดเชื้อได้ครับ  แต่คุณจะมีความเสี่ยงสูงถ้า…

  • มีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้มีการป้องกัน  ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์กันทางปาก หรือทวารหนัก หรือทางช่องคลอดโดยที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย กับผู้ที่ติดเชื้อHIV
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการสักร่างกายที่ใช้เข็มร่วมกัน
  • การรับเลือดจากผู้ที่ติดเชื้อ  โอกาสพบน้อยมาก แม้ว่าจะมีวิธีการตรวจคัดกรองเลือดแล้วไม่พบเชื้อก็ตาม แต่โอกาสมีอยู่ 0.01% ที่เลือดจะมีเชื้อ  HIV แต่ตรวจไม่พบ
  • เด็กที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อ HIV ระหว่างการคลอดและการให้นมบุตร
  • ถ้าคุณมีความเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่ง คุณก็ควรตรวจเลือดเพื่อค้นหาการติดเชื้อ  HIV ครับ
  • ผู้ที่ทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และสัมผัสเลือด เช่นแพทย์ที่ต้องผ่าตัด หรือพยาบาลที่ต้องเจาะเลือดก็สามารถติดเชื้อได้ดังนั้นต้องระวังอย่างสูงครับ (ซึ่งผมเองก็เสี่ยงด้วย)

การตรวจ HIV
มีวิธีการเดียวครับในการที่ทราบว่าคุณติดเชื้อ HIV นั่นคือการเจาะเลือดตรวจครับ  แพทย์หรือพยาบาลจะทำการเจาะเลือดจากแขน หลังจากนั้นเลือดจะถูกส่งไปตรวจหาเชื้อ HIV ครับ  มีวิธีการตรวจโดยปัสสาวะและน้ำลาย แต่ความแม่นยำมีไม่มากเท่าไหร่ครับ

ใครที่ควรตรวจเลือดบ้าง
แนะนำให้ผู้ทีมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และหญิงตั้งครรภ์ทุกรายครับ

อาการของการติดเชื้อ HIV
คูณอาจจะมีไข้ 1-2 เดือนภายหลังจากการติดเชื้อ  แล้วหลังจากนั้นไข้ก็จะหายไปภายในระยะเวลาไม่นาน  แล้วเชื้อ HIV ก็จะอยู่กับคนคนนั้นต่อเนื่องอีกหลายปี โดยที่ไม่มีอาการใดๆครับ

ในขณะที่โรคดำเนินไปเรื่อยๆบางคนอาจจะมีอาการของการติดเชื้อ(ประหลาด)หรือเชื้อฉวยโอกาสเช่น  เชื้อราในปาก เป็นต้น

อาการของ AIDS
เมื่อการติดเชื้อ HIV เข้าสู่ระยะสุดท้ายก็จะเรียกว่า AIDS ครับ ซึ่งอาจมีอาการดังต่อไปนี้

ไข้  นานเป็นเดือนไม่หายเสียที
เหงื่อออกในระหว่างที่คุณนอนหลับ
รู้สึกเหนื่อยเพลียตลอด ที่ไม่ได้มาจกาความเครียดหรือนอนไม่พอ
รู้สึกป่วยตลอดเวลา
น้ำหนักลด

การติดเชื้อ(ประหลาด)ในผู้ป่วย AIDS
ผู้ที่ติดเชื้อ HIV เมื่อเข้าสู่ระยะ AIDS แล้วจะติดเชื้อต่างๆง่ายมาก และมักเป็นเชื้อที่ไม่ติดในคนทั่วไปครับ เช่น

  • Kaposi’s sarcoma เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่ง แต่เกิดในคนไทยน้อยครับ
  • การติดเชื้อรา Crytococcosis neoformansในสมอง เป็นเชื้อจากนกพิราบครับ แต่ติดในผู้ป่วยเอดส์ด้วย
  • การติดเชื้อราในปอดจากเชื้อ บางชนิด Histoplasma capsulatum , Pneumocystis carinii (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Pneumocystis jiroveci)
  • ผอมซูบลง น้ำหนักลด
  • ถ่ายเหลวเรื้อรัง

สาเหตุที่ผมเรียกว่าเชื้อประหลาดเป็นเพราะว่าเชื้อเหล่านี้แทบไม่พบในคนปกติ(ที่ไม่ติดเชื้อ HIV เลย) ดังนั้นถ้าพบเชื้อเหล่านี้แพทย์มักฟันธงไปเลยครับว่าติดเชื้อ HIV  ซึ่งรายละเอียดของเชื้อประหลาดเหล่านี้ ผมค่อยนำไปเขียนไว้ภายหลังครับ

การรักษา
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV เมื่อได้รับทราบว่ามีการติดเชื้อ ก็จะเป็นเสมือนหนึ่งต้องคำพิพากษาแล้วว่าจะต้องตาย แต่ว่า ณ วันนี้มีวิธีการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยติดเชื้อสามารถมีคุณภาพชีวิตที่อยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้นานมากขึ้นครับ

หลังจากที่ยืนยันการติดเชื้อโดยการเจาะเลือดแล้ว แพทย์จะทำการตรวจวัดระดับภูมิต้านทาน  ตราบใดที่มีระดับภูมิต้านทาน CD4 มากกว่า 200 คุณสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติครับ และแพทย์จะนัดมาตรวจเป็นระยะ

จนเมื่อระดับของ CD4 น้อยกว่า 200 แพทย์จึงจะเริ่มให้ยาต้าน   ทำไม? นั่นเป็นเพราะว่าถ้าให้ยาก่อน จะมีโอกาสที่เชื้อจะดื้อยาสูงมากนั่นแปลว่ายาจะใช้ไม่ได้ผลอีกเลยครับ

เมื่อ CD4 น้อยกว่า 200 แพทย์จะให้ยาหลายชนิดครับ  ซึ่งที่ใช้กันจะใช้ยา 3 ตัวในกลุ่มที่แตกต่างกัน เรียกว่า HAART ครับ (ย่อมาจาก Highly Active Anti-Retroviral Therapy)

โชคไม่ดีครับที่ HAART นั้นรับประทานยากมาก ยาต้องรับประทานตามเวลาที่กำหนดเท่านั้น  นับกันเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว  ทุกมื้อ ทุกวัน  เช่นกำหนดให้รับประทาน 8 โมงเช้า และ 2 ทุ่มเป็นต้น ก็ต้องรับประทานเวลาเดียวกันตลอด ห้ามคลาดเคลื่อนไปแม้ ครึ่งชั่วโมงครับ  มิฉะนั้นเชื้อก็จะดื้อยา และยาจะใช้ไม่ได้ผลอีก

จะทราบได้อย่างไรว่าการรักษา HIV นั้นได้ผล?
แพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อทำการตรวจหาปริมาณของเชื้อไวรัสครับ  เป้าหมายการรักษาคือให้ปริมาณของเชื้อไวรัสน้อยจนไม่สามารถตรวจพบได้นานที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

การป้องกัน HIV
การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่นำไปสู่การติดเชื้อ HIV ครับ  ไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะบอกว่า คนนี้ติดเชื้อ หรือคนนั้นติดเชื้อ  (แม้แต่แพทย์ก็ดูไม่ออกครับ นอกเสียจากระยะท้ายจริงๆ)

  • ให้ใช้ถุงยางเสมอไม่ว่าคุณจะมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าทางใด  ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก
  • ใช้สารหล่อลื่นที่ผลิตมาจากน้ำ  อย่าใช้สารหล่อลื่นที่ทำมาจากน้ำมัน เพราะน้ำมันจะละลายถุงยาง
  • อย่าใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

ถ้าติดเชื้อ  HIV แล้วมีวิธีการอื่นใดหรือไม่ในการที่จะป้องกันไม่ให้เข้าสู่ระยะ AIDS
ขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลตนเองดีแค่ไหนครับ  ให้นัดติดตามแพทย์อย่างสม่ำเสมอและให้ใส่ใจกับยาที่รับประทานด้วยครับ

Comments

ไข้หวัดใหญ่ : ต่างกับไข้หวัดธรรมดาอย่างไร

เมื่อวานนี้ผมได้คุยเรื่องไข้หวัดไปแล้ว  มาวันนี้ผมคิดว่ามาคุยเรื่องไข้หวัดใหญ่ดีกว่า

ไข้หวัดใหญ่ต่างกับไข้หวัดตรงที่ชนิดของเชื้อครับ   ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า influenza

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่มีความรุนแรงหลากหลายครับ ตั้งแต่รุนแรงน้อย  จนไปถึงรุนแรงมากและทำให้เสียชีวิตได้  แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะหายจากไข้หวัดได้เองโดยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน  แต่ในบางคนเช่น ผู้สูงอายุ เด็ก  หรือมีโรคประจำตัวอยู่เดิมจะมีความเสี่ยงสูงครับ

อาการของไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่จะมีอาการดังต่อไปนี้ครับ

ไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย  ไอ เจ็บคอ  คัดจมูก  ปวดเมื่อยตามตัว  อาจมีถ่ายเหลวร่วมด้วย  ดูๆไปแทบจะไม่ต่างกับไข้หวัดธรรมดาเลยใช่ไหมครับ  แต่ความแตกต่างกันอยู่ที่ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ อาการจะเริ่มต้นเร็วมากภายใน 1-2วัน  ไข้มักสูงมากอาจถึง 39องศาเซลเซียส อาการต่างๆจะเป็นรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดาครับ

และมักจะมีข่าวการระบาดของไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วยในช่วงเวลาเดียวกัน

ภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่
บางคนก็จะเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ครับ เช่นปอดอักเสบ  หรือมีโรคประจำตัวอยู่เดิม เช่นโรคหัวใจ  หอบหืด  เบาหวาน  และอาจเกิดการติดเชื้อในหูชั้นกลางได้ครับ

การติดต่อ
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งได้โดยทางเสมหะและน้ำลายจากผู้ติดเชื้อโดยผ่านการไอหรืจาม  บางคนติดต่อกันโดยทางสัมผัสกับเชื้อโดยตรงแล้วนำมือเข้าปากหรือจมูกครับ เข่นคีย์บอร์ด  ลูกบิดประตู ปลักไฟ ปุ่มสวิทช์ต่างๆ

การป้องกัน มีวิธีการป้องกันอยู่ครับ
การฉีดวัคซีนป้องกันปีละ 1 ตรั้งเข้ากล้ามเนื้อที่แขน  ในผู้ที่เสี่ยงหรือเข้าไปในแหล่งระบาด ก็จะเป็นวิธีป้องกันอย่างหนึ่งครับ

  • ปิดปากหรือจมูกเมื่อคุณไอหรือจาม
  • อย่าใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • ถ้าคุณมีไข้ ให้พักรักษาตัวอยู่ในบ้าน  อย่าไปที่ทำงานหรือโรงเรียน เพราะไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ครับ
  • อย่าเอามือขยี้ตา หรือเอามือเข้าไปที่ปากหรือจมูก เพราะไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อกันทางนี้ได้ด้วยครับ

การวินิจฉัย

วินิจฉัยได้ยากครับ  ที่จะแยกระหว่างไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดทั่วไป  แพทย์จะทำการซักประวัติว่าเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มมีอาการ หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่แล้วหรือไม่  จะมีการทดสอบว่าคุณเป็นโรคไข้หวัดใหญ่หรือไม่อยู่ครับ แต่ต้องทดสอบภายใน 2-3 วันแรกที่เริ่มป่วย

ถ้าคุณเริ่มมีอาการให้ไปพบแพทย์ครับ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเช่น ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หญิงตั้งครรภ์  เด็กเล็ก หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ เบาหวาน โรคหัวใจ

การรักษาโดยใช้ยา
ยาต้านไวรัสครับ เข่น amantadine rimantadine zanamavir oseltamivir ก็เป็นยาที่ใช้ได้ผลดีในไข้หวัดใหญ่  ยาเหล่านี้จะถูกสั่งโดยแพทย์เท่านั้นครับ เนื่องจากมีผลทำให้เชื้อเกิดการดื้อยาได้หากใช้ไม่ถูกวิธี  ยาจะใช้ได้ผลดีถ้าเริ่มยาได้ภายใน 2 วัน  ดังนั้นถ้าคุณคิดว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วครับ

การปฎิบัติตน
ดื่มน้ำมากๆ  นอนพัก หลีกเลี่ยงการใช้บุหรี่และดื่มแอลกอฮอลล์  ให้ใช้ยาพาราเซตามอลลดไข้ครับ  ห้ามใช้แอสไพรินลดไข้ในเด็กเด็ดขาด

คุณอาจไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกตกใจ หรือกังวลเรื่องการแยกระหว่างไข้หวัดธรรมดากับไข้หวัดใหญ่ด้วยตนเองหรอกครับ เพราะไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ต้องรายงาน  หากพบว่ามีผู้ป่วยต้องมีข่าวการระบาดร่วมด้วยครับ  หากไม่ได้อยู่ในช่วงการระบาดหรือมีรายงานการระบาด  โอกาสที่คุณจะเป็นหรือติดเชื้อไข้หวัดใหญ่นั้นน้อยมากครับ

Comments

ไข้หวัด : โรคที่คุณสามารถดูแลตนเองได้…แม้ว่าไม่ใช่แพทย์

วันนี้ขอนำโรคง่ายๆมานำเสนอนะครับ  เพราะว่าตอนนี้ผมเองก็เป็นไข้หวัดอยู่

อาการไอ จาม คัดจมูก  ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วครับว่าเป็นอาการของไข้หวัด  แต่ถามว่ามีใครที่รู้จักไข้หวัดดีแล้วหรือยัง 

ไข้หวัดคืออะไร 

ไข้หวัดเป็นกลุ่มอาการครับ ที่เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน  ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียมากกว่า 200+ สายพันธ์ที่สามารถทำให้เกิดไข้หวัดได้ครับ  ส่วนใหญ่มักเกิดจาก rhinovirus คิดเป็น 10-40% ของผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดทั้งหมด ที่เหลือเป็น coronavirus 20% และเชื้อ RSV อีก 10%

เชื้อ rhinovirus หรือเชื้ออื่นๆที่ทำให้เกิดไข้หวัด จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูกและปาก และแพร่กระจายโดยการสัมผัสเสมหะและน้ำลาย ซึ่งติดต่อกันได้ง่ายถ้าคุณใช้คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์  ลูกบิดประตู  สวิทช์ไฟ หรือ โทรศัพท์ร่วมกับผู้ป่วยครับ  ถ้าคุณไม่ล้างมือบ่อยๆก็จะสามารถแพร่เชื้อต่อไปยังครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และผู้คนรอบข้างได้ครับ

สาเหตุของไข้หวัด
คุณจะติดเชื้อไข้หวัดเมื่อร่างกายอ่อนแอ  เครียด หรือมีภูมิแพ้อยู่เดิม

เมื่อคุณได้รับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดจากผู้อื่น  ซึ่งอาจได้รับโดยการสัมผัสน้ำลายหรือเสมหะ  และเข้าทางจมูกปาก หรือสูดละอองเสมหะที่เกิดจากการไอหรือจามของผู้ป่วย

เชื้อไวรัสจะเข้าไปแตะกับเซลล์บุผนังด้านในของจมูกและคอ  ภูมิคุ้มกันจะเริ่มทำงานทันที  เม็ดเลือดขาวก็จะออกมาจัดการกับเชื้อไวรัส  เยื่อบุจมูกและคอจะเกิดการอักเสบขึ้นและมีการสร้างเมือกออกมามากเพื่อดักจับเชื้อโรค  นั้นคือน้ำมูกและเสมหะนั่นเอง 

แม้ว่าไข้หวัดจะเป็นโรคที่ไม่รุนแรงแต่ว่าก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์มากที่สุด  และทำให้ต้องหยุดพักการเรียนหรือการทำงาน และทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจครับ

อาการของไข้หวัด
คุณจะมีอาการคันจมูก ไอ เจ็บคอ จาม แน่นจมูก  น้ำตาไหล  มีน้ำมูกไหล  ถ้ามีอาการรุนแรงก็จะมีไข้  ปวดเมื่อยตามตัว 

ไข้หวัดในเด็ก
เด็กมักจะมีอาการของไข้หวัดเป็นระยะเวลาประมาณ5-7 วันครับ  กุญแจสำคัญอยู่ที่เด็กต้องไปโรงเรียนซึ่งใกล้ชิดกับเด็กอื่นทั้งวันและมีโอกาสแพร่กระจายเชื้อสู่เด็กอื่นได้  อีกประการหนึ่งก็คือเด็กยังไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อที่ทำให้เกิดไข้หวัดได้ดีพอครับ ทำให้เด็กเป็นหวัดค่อนข้างบ่อย  บางคนเป็นไข้หวัดปีละหลายครั้ง

เตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลไข้หวัด
โดยปกติแล้วไข้หวัดมักเกิดขึ้นในฤดูหนาวครับ  และเกิดมากในระหว่างเปิดภาคเรียนครับ

ฤดูกาลก็มีผลต่อการแพร่กระจายของไข้หวัดด้วยนะครับ เนื่องมาจากความชื้นในบรรยากาศที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล  ถ้าอากาศแห้งเช่นฤดูหนาวก็จะทำให้ติดเชื้อได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

ไข้หวัดมักเกิดจากเชื้อไวรัสนะครับ  ไม่ใช่แบคทีเรีย จำไว้ครับ  คุณไม่จำเป็นต้องขอให้แพทย์สั่งยาแก้อักเสบ เนื่องจากยาแก้อักเสบจะฆ่าเขื้อแบคทีเรีย ไม่ใช่ไวรัส  ดังนั้นการรับประทานยาแก้อักเสบก็จะไม่มีประโยชน์และทำให้เชื้อมีแนวโน้มดื้อยาสูงขึ้น

โดยปกติแล้วไข้หวัดมักหายเองภายใน7-10 วัน  ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ก็อาจไปพบแพทย์ครับ  แต่อย่างไรก็ตามไข้หวัดก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดปอดอักเสบ  ไซนัสอักเสบ  หูอักเสบได้ครับ

Comments

ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ : สาเหตุที่ทำให้คอโตมากขึ้น

ต่อมไทรอยด์จะอยู่ที่คอด้านหน้าครับ  ซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้ควบคุมการเผาผลาญและการใช้พลังงานของร่างกาย  โดยส่วนใหญ่ก้อนที่ต่อมไทรอยด์มักไม่ใช่มะเร็ง  และไม่ต้องทำการรักษา

ภาพนี้แสดงตำแหน่งของต่อมไทรอยด์

อย่างไรก็ตามก้อนที่ต่อมไทรอยด์อาจจะก่อปัญหาได้ในกรณีที่ก้อนนั้นสร้างฮอร์โมนด้วยครับ  ซึ่งถ้าก้อนนี้มีการสร้างฮอร์โมนมากขึ้นจะไปกดการทำงานของต่อมไทรอยด์ส่วนที่เหลือ อันนั้นการรักษาก็จะช่วยได้ครับ

โดยปกติมีเพียง 5% เท่านั้นที่ก้อนที่ต่อมไทรอยด์เป็นมะเร็ง  ซึ่งจำเป็นต้องผ่าตัด

สาเหตุของก้อนที่ต่อมไทรอยด์
สาเหตุยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าทำไมบางคนเป็น บางคนไม่เป็น แต่ว่าคนที่เคยได้รับรังสีก็จะมีโอกาสเป็นได้มากกว่า  ถ้ามีคนในครอบครัวเคยมีก้อนที่ไทรอยด์ก็จะมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้เช่นกัน

อาการ
ถ้าก้อนมีขนาดเล็ก คุณเองก็อาจจะคลำก้อนไม่เจอ

แต่ถ้าก้อนมีขนาดที่โต  คุณเองก็อาจจะคลำได้ หรือสังเกตได้ว่าคอโตขึ้นร่วมกับมีอาการอื่นๆอีกเช่น

  • รู้สึกเจ็บที่คอ  และรู้สึกแน่นที่คอ
  • กลืนลำบาก
  • หายใจลำบาก
  • ใจสั่น รู้สึกหัวใจบีบตัวด้วยจังหวะที่เร็ว  เหงื่อออกมาก น้ำหนักลด  กระสับกระส่าย  นั่นคืออาการของโรคไทรอยด์เป็นพิษครับ ซึ่งต่อมไทรอยด์มีการสร้างฮอร์โมนมากเกินไป

การวินิจฉัยโรคก้อนที่ต่อมไทรอยด์

ส่วนใหญ่มักคลำไม่ค่อยเจอเพราะว่าก้อนนั้นไม่ได้คลำได้ง่ายๆ  และไม่มีอาการ  แพทย์อาจจะคลำเจอในขณะที่คุณมาตรวจรับการการรักษาครับ  แพทย์อาจซักประวัติอื่นๆที่เกี่ยวข้องเช่น น้ำหนักลด หิวบ่อย กินจุ  ท้องเสียถ่ายเหลว มือสั่นใจสั่น  ร่วมกับแพทย์อาจทำการตรวจอัลตราซาวน์ หรือเจาะเลือดเท่าที่จำเป็นซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยได้มากขึ้น

การเจาะเลือดจะช่วยตรวจวัดระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกาย

ไทรอยด์สแกน (Thyroid scan) เป็นวิธีการใช้สารกัมมันตภาพรังสีและกล้องตรวจดูการทำงานของต่อมไทรอยด์

ภาพนี้เป็นภาพที่ได้จากไทรอยด์สแกน ส่วนที่ปกติจะเห็นมีสีดำ และส่วนที่ซีดจางด้านซ้ายที่วงไว้คือส่วนก้อนที่ไม่ได้ทำหน้าที่

อัลตราซาวน์ เป็นการวัดขนาดของต่อมไทรอยด์เพื่อดูว่ามีขนาดโตมากขึ้นเพียงใด  หรือดูว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับมะเร็งหรือไม่ 

การรักษา 

ถ้าก้อนที่ต่อมไทรอยด์ไม่ใช่มะเร็ง และไม่ได้ก่อปัญหา  แพทย์อาจใช้วิธีการติดตามอาการเอาครับ

แต่ถ้าก้อนดังกล่าวนั้นสร้างฮอร์โมน แพทย์อาจแนะนำให้กินน้ำแร่ ซึ่งจะเป็นของเหลวที่มีไอโอดีนกัมมันตภาพรังสี  หรือใช้การรักษาด้วยยาครับเพื่อให้สร้างฮอร์โมนน้อยลง

ถ้าคุณเป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ หรืมีขนาดต่อมไทรอยด์ที่ใหญ่ อาจต้องทำการผ่าตัดเอาต่อมไทรอยด์ออกและอาจต้องรับประทานน้ำแร่ไอโอดีนกัมมันตรังสี เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ครับ  ภายหลังจากการตัดต่อมไทรอยด์ออกคุณจำเป็นต้องรับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ตลอดชีวิต

Comments (5)

ไวรัสตับอักเสบชนิดบี : เหตุที่ทำให้คุณตาเหลืองและอ่อนเพลีย

ไวรัสตับอักเสบบีเป็นไวรัสที่ติดเชื้อที่ตับ  ส่วนใหญ่ภายหลังจากการติดเชื้อมักมีอาการเพียงชั่วระยะเวลาสั้น หลังจากนั้นอาการก็จะดีขึ้น  เรียกว่าโรคไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน

คุณเองก็มีโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบแต่ยังไม่ทราบ  คุณอาจไม่มีอาการ  ถ้ามีคุณก็อาจจะมีไข้ ตราบเท่าที่ไวรัสอยู่ในตัวคุณครับ  และสามารถแพร่ไปยังผู้อื่นได้อีกด้วย

บางครั้งไวรัสก็ไม่ได้ไปไหน  เรียกว่าไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง  ยิ่งเวลาผ่านไป ตับก็จะถูกทำลายจากเชื้อไวรัสชนิดนี้มากขึ้น  และถ้าติดเชื้อในเด็กก็จะมีโอกาสเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังได้ง่ายกว่า

สาเหตุของโรคไวรัสตับอักเสบ B
โรคนี้เกิดจากไวรัสตับอักเสบชนิด B ครับ สามารถแพร่เชื้อทางเลือดและสารคัดหลั่งต่างๆจากร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อ

เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย  ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน  การสักผิวหนัง  การใช้แปรงสีฟันหรือมีดโกนหนวดร่วมกัน

มารดาที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบสามารถติดต่อได้จากการคลอดครับ  ถ้าคุณมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ ลูกก็ควรที่จะได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันครับ  แต่ก็ไม่ได้ 100%

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ
คนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบจะไม่ทราบครับ  เพราะว่าไม่มีอาการ แต่ถ้าคุณมีอาการก็จะมีอาการดังนี้ครับ

  • อ่อนเพลีย เหนื่อย
  • ไข้ต่ำๆ
  • ปวดศีรษะ
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ปวดเมื่อยตามตัว
  • ผื่น
  • ตาเหลืองตัวเหลือง หรือที่เรียกว่าดีซ่าน  ดีซ่านจะเกิดขึ้นภายหลังจากอาการทั้งหมดข้างต้น

ภาพแสดงอาการตัวเหลือง หรือที่เรียกว่า “ดีซ่าน”

อย่างไรก็ตามแต่คนส่วนใหญ่ก็จะไม่มีอาการ

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบี
การเจาะเลือดครับ  คุณสามารถขอให้แพทย์ช่วยเจาะเลือดถ้าคุณสงสัย  ในกรณีที่คุณไม่ได้เป็นโรค แพทย์อาจให้คุณฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบครับ

ถ้าแพทย์สงสัยว่าตับของคุณถูกทำลายจากไวรัสตับอักเสบบี  แพทย์อาจใช้เข็มเล็ก เจาะตัวอย่างจากตับไปตรวจดูก็ได้ครับ

การรักษา
การรักษาระยะเฉียบพลัน ส่วนใหญ่แล้วหายเอง  พักผ่อนให้มากๆ  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มน้ำมากๆ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือเหล้าครับ

การรักษาระยะเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับว่าตับถูกทำลายไปมากเพียงใด  คนส่วนใหญ่มักจะมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ แต่ต้องมาตามนัดของแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ  มียาสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบอยู่ครับ แต่ไม่จำเป็นต้องรับประทานทุกคน  ปรึกษาแพทย์ครับเพื่อให้ได้รับข้อมูลในการตัดสินใจในแผนการรักษา

บางครั้งโรคไวรัสตับอักเสบบีก็สามารถทำให้ตับถูกทำลายลงไปมาก  ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยใช้ยา หรือการผ่าตัดเปลี่ยนตับ ให้ปรึกษาแพทย์ครับ

โรคไวรัสตับอักเสบบีสามารถป้องกันได้?
วิธีการป้องกันคือฉีดวัคซีนครับ  ในเด็กแรกเกิดที่เกิดภายหลังพ.ศ. 2531 กระทรวงสาธารณสุขฉีดให้ทุกคนอยู่แล้วครับ แต่ถ้าคุณเกิดก่อนหน้านั้น คุณสามารถฉีดวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลครับ  ซึ่งจะฉีดประมาณ 3เข็ม

หลีกเลี่ยงกิจกรรมดังต่อไปนี้

  • ใช้ถุงยางอนามัย
  • อย่าใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • อย่าใช้แปรงสีฟัน หรือมีดโกนหนวดร่วมกัน

 

Comments (2)

การติดเหล้า : สาเหตุที่ทำลายชีวิตคนและหน้าที่การงาน

การติดเหล้าคืออะไร
การติดเหล้าหมายความว่า พฤติกรรมการดื่มเหล้าจนเป็นอันตรายครับ เช่นดื่มทุกวัน  ดื่มในปริมาณที่มากในแต่ละครั้ง   การติดเหล้าจะทำลายความสัมพันธ์กับเพื่อน คนรอบข้าง  ทำลายความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว และหน้าที่การงานด้วยครับ  และอาจนำไปสู่การกระทำที่ผิดกฏหมายเป็นอันตรายต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่นอีกด้วย

การติดเหล้าเป็นภาวะที่ไม่สามารถหยุดดื่มหรือไม่สามารถควบคุมปริมาณของการดื่มในแต่ละครั้งได้  ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่  นั่นเป็นเพราะพวกเขาติดเหล้าทั้งร่างกายและจิตใจ  บ่อยครั้งที่คนที่ติดเหล้ารู้สึกว่าต้องดื่มเพื่อให้อยู่ต่อไปในแต่ละวัน  คนที่ติดเหล้าจะตกเป็นทาสของเหล้าและจะขาดไม่ได้  ถ้าขาดก็จะมีอาการขาดเหล้า อาจมีอาการหงุดหงิด  มือสั่น  หรือชักได้ครับ

การดื่มเหล้าในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมทั้งหมด  เช่นโรคหัวใจ  โรคความดันโลหิตสูง  หลอดเลือดเลี้ยงสมองตีบตัน  และมะเร็งบางชนิด  ถ้าคุณหยุดดื่ม  ปัญหาก็จะลดน้อยลง มีความสุขและสุขภาพดีครับ

การดื่มเหล้าที่มากเกินไป
คุณอาจดื่มเหล้ากับเพื่อน ครอบครัวเป็นสังคมได้ครับ  แต่ดื่มมากเท่าไหร่?  คุณอาจมีเพื่อนทีดื่มเหล้าบ่อยจนเป็นเรื่องปกติ  หรือคุณอาจจะไม่เคยสังเกตตนเองว่าตัวคุณดื่มเหล้ามากจนเกินไปหรือไม่  คุณอาจจะไม่เคยระวังว่าเหล้าอาจก่อปัญหากับร่างกายของคุณจนเมื่อ”สายเกินไป” ครับ  จนเมื่อคุณติดเหล้าแล้ว

การดื่มเหล้าที่มากเกินไปมีความหมายว่า 

  • ผู้ชายดื่มมากกว่า 4 หน่วยต่อครั้ง  หรือ 14 หน่วยต่อสัปดาห์
  • ผู้หญิงดื่มมากกว่า 3 หน่วยต่อครั้งหรือ 7 หน่วยต่อสัปดาห์

เหล้า 1 หน่วยมาตรฐานเปรียบเทียบคือ

  • เบียร์ 1 กระป๋อง
  • ไวน์ 1 แก้ว
  • เหล้า หรือเหล้าผสม 1 แก้ว

การศึกษาบางอย่างบอกว่าการดื่มเหล้าที่ไม่มากจนเกินไปจะส่งผลดีต่อหัวใจ  แต่แพทย์ส่วนใหญ่(รวมทั้งผมด้วย) ก็ไม่แนะนำให้คุณดื่มเหล้าหรอกครับ   การดื่มเหล้าส่งผลเสียมากกว่าผลดีไม่ว่าคุณจะดื่มมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม

คนที่ดื่มเหล้ามักจะพยายาม “ซ่อน” ปัญหาและละทิ้งปัญหาต่างๆที่หมักหมมไว้เป็นระยะเวลานาน  แต่ปัญหาไม่ได้หายไปหรอกครับ 

สาเหตุของการติดเหล้า 

ไม่เป็นที่เข้าใจครับว่าทำไมบางคนติดเหล้า บางคนไม่ติด  มีการศึกษาว่าพันธุกรรมอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือสังคมและวัฒนธรรมของเขาทำให้เป็นอย่างนั้น  หรือมีปัญหาความเครียดต่างๆจึงใช้เหล้าเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา

อาการของการติดเหล้า

  • มีปัญหาในหน้าที่การงาน โรงเรียน ที่บ้าน  เพราะว่าดื่มเหล้าหรือแฮงค์เหล้า
  • มีปัญหาทางด้านกฏหมายเพราะว่าดื่มเหล้า
  • คุณยังรับประทานเหล้าต่อไป แม้ว่าจะรู้ว่าเหล้าเป็นต้นเหตุของปัญหาระหว่างเพื่อนและครอบครัว
  • คุณมีความต้องการดื่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
  • ถ้าคุณไม่ดื่ม คุณจะหงุดหงิด  เหงื่อแตก นอนไม่หลับ  หรือคุณเพียงแค่ดื่มเหล้าเพื่อป้องกันอาการเหล่านี้
  • คุณดื่มมากเกินกว่าที่ต้องการ  และดื่มบ่อยเกินกว่าที่คุณต้องการ
  • คุณใช้เวลานานในการดื่มเหล้า และใช้เวลานานกว่าจะหายเมา
  • คุณไม่ประสบความสำเร็จในการหยุดหรือเลิกดื่ม
  • คุณยกเลิกหน้าที่บางอย่างที่มีความสำคัญเพื่อนำเวลาไปใช้กับการดื่มเหล้า

การรักษา
แพทย์จะทำการวินิจฉัยอาการติดเหล้าโดยการซักประวัติ  ถามคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมของการดื่มเหล้า  และตรวจร่างกายเพื่อมองหาปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของคุณอื่นๆ

คุณต้องตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมานะครับเพื่อประโยชน์ของคุณเอง   การเลิกดื่มเหล้าอาจจะยาก    แต่ว่าเป็นขั้นตอนแรกของการรักษาครับ

คนส่วนใหญ่มักจะไม่รักษาอาการติดเหล้าจนเมื่อตัวเขายอมรับว่าติดเหล้า  และไม่สามารถควบคุมตนเองได้  คนในครอบครัวต้องช่วยชี้ให้เห็นปัญหา  หรือไม่ก็ตัวเขาพบปัญหาด้วยตนเอง เมื่อเขาตกงานหรือถูกไล่ออกจากงาน

คุณสามารถหยุดดื่มเหล้าครับ  ขั้นตอนที่หนึ่ง ไปพบแพทย์  คุยกับคนในครอบครัว  และกำหนดเวลาที่จะเลิกดื่มให้แน่นอน

การรักษาขึ้นอยู่กับว่าคุณติดเหล้าเพียงใดครับ  บางคนที่ดื่มปานกลางก็อาจเพียงแค่ต้องการคำแนะนำ  แต่ว่าบางคนที่ดื่มอย่างหนักอาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อตัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดื่มเหล้า และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง เช่นยาในกลุ่ม Diazempam หรือ Lorazepam เพื่อป้องกันอาการชักที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดเหล้าครับ

เมื่ออาการของการขาดเหล้าหายไป  ทีนี้ขั้นตอนต่อไปก็คือทำอย่างไรไม่ให้กลับไปดื่มอีก  การหยุดดื่มเหล้านั้นยากครับ  และการที่บังคับไม่ให้กลับไปดื่มกลับยากยิ่งกว่า  แพทย์อาจให้คุณไปเข้ากลุ่มผู้เลิกเหล้าครับ  เพื่อคุยกับคนที่เคยทำการเลิกเหล้ามาแล้วว่าสามารถช่วยอะไรคุณได้บ้าง

เหล้านั้นเป็นปัญหานอกจากในเรื่องของสุขภาพแล้ว ยังเป็นปัญหาที่ทำลายสถาบันครอบครัวและสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วยครับ
 
 

Comments

« Previous entries Next Page » Next Page »

BLOG ThaiNN : มหานครออนไลน์ของไทย : blog ของแต่ง blog ข่าว เกมส์ หาเพื่อน ฟังเพลง พูดคุย ดู ทีวี ฟัง วิทยุ video clip gallery ภาพเด็ด ฟรีโค้ด java script โฆษณาฟรี